AI Dynamic Pricing ตั้งราคาอัตโนมัติ เพิ่มกำไรให้ร้านค้าออนไลน์ SME ไทย
AI Dynamic Pricing เปลี่ยนวิธีคิดราคาของร้านค้าออนไลน์จาก "ตั้งครั้งเดียวแล้วรอ" เป็น "ปรับราคาให้เข้ากับตลาดแบบเรียลไทม์" ระบบจะอ่านข้อมูลยอดขาย ต้นทุน สต็อก ราคาคู่แข่ง ฤดูกาล และพฤติกรรมลูกค้า แล้วคำนวณราคาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงเวลา สำหรับ SME ไทยบน Shopee/Lazada หรือเว็บของตัวเอง เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มกำไร ระบายสต็อก และลดเวลานั่งเฝ้าราคาคู่แข่ง โดยไม่ต้องจ้าง data scientist ลองนึกภาพร้านที่มีสินค้า 200 รายการ ถ้าต้องเช็คราคาคู่แข่งทุกตัวทุกวันคงไม่ทัน แต่ระบบช่วยได้ในไม่กี่นาที
AI Dynamic Pricing คืออะไร
Dynamic pricing คือการตั้งราคาสินค้าหรือบริการให้เปลี่ยนไปตามข้อมูลที่ระบบได้รับ ไม่ใช่การขึ้นราคามั่ว ๆ แต่เป็นการตอบสนองต่อ "สัญญาณ" จากตลาด เช่น ช่วงเทศกาลที่คนซื้อเยอะ ระบบอาจขึ้นราคาได้โดยไม่เสียลูกค้า เพราะดีมานด์สูง ส่วนช่วงที่คู่แข่งลดราคาสินค้าใกล้เคียง ระบบอาจลดราคาลงเล็กน้อยเพื่อรักษาอันดับหรือยอดขาย
คำว่า AI ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่กฎอัตโนมัติแบบง่าย ๆ ไปจนถึง Machine Learning เต็มรูปแบบ สำหรับ SME ไทย สิ่งที่ใช้ได้จริงปี 2025-2026 ไม่จำเป็นต้องเป็นโมเดลซับซ้อนเสมอไป แค่มีเงื่อนไขว่า "ถ้าสต็อกเหลือน้อยกว่าจุดกำหนด และราคาคู่แข่งสูงกว่าราคาเรา ให้ปรับราคาขึ้น 3%" ก็ถือว่าเป็น Automated Pricing แล้ว เมื่อเก็บข้อมูลได้มากพอจึงค่อยเพิ่มโมเดลคาดการณ์ดีมานด์และพฤติกรรมลูกค้า
หัวใจของ Dynamic Pricing คือการหาจุดสมดุลระหว่าง "ขายได้เร็ว" กับ "ได้กำไรต่อชิ้นสูงสุด" เพราะราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไปจะทำให้สินค้าไม่ขยับ ราคาที่ต่ำเกินไปจะได้ยอดขายแต่กำไรหาย การตั้งราคาแบบคงที่ไม่เคยมีข้อมูลมากพอจะรู้ว่าราคาไหนเหมาะกับเวลาใด แต่ AI Dynamic Pricing รู้จากข้อมูลยอดขายย้อนหลัง ระดับสต็อก และสถานการณ์คู่แข่ง เป็นการตัดสินใจบนหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก
ทำไมการตั้งราคาแบบคงที่ถึงทำให้ SME ไทยเสียทั้งกำไรและลูกค้า
ปัญหาของการตั้งราคาแบบคงที่คือมัน "ช้า" และ "ตาบอด" ต่อตลาด ถ้าร้านขายเครื่องสำอางบน Shopee ตั้งราคาครีมกันแดดไว้ที่ 299 บาทตลอดเดือน เมื่อเข้าหน้าร้อนดีมานด์พุ่ง แทนที่จะปรับราคาขึ้นเป็น 329 บาทก็ยังขายดี แต่ร้านกลับทำเงินเท่าเดิม ขณะเดียวกันถ้าคู่แข่งเปิดโปรลดเหลือ 259 บาท ลูกค้าจะเปรียบเทียบราคาแล้วไปซื้ออีกฝ่ายทันที ร้านเราก็เสียทั้งยอดขายและโอกาสทำกำไร
สำหรับสินค้าที่มีต้นทุนผันผวน เช่น ค่าขนส่ง ค่าเก็บเงินปลายทาง ค่าแพ็กเกจ การตั้งราคาคงที่นานเกินไปทำให้กำไรหดโดยไม่รู้ตัว ยิ่งช่วงโปรโมชันใหญ่ 11.11 หรือ 12.12 ระบบของแพลตฟอร์มมีการเก็บค่าธรรมเนียมและคูปองที่เปลี่ยนไป หากราคาไม่ขยับตาม กำไรจริงอาจเหลือน้อยมาก บางรายถึงขั้นขาดทุนแต่เข้าใจผิดว่าขายดี
ที่สำคัญ การตั้งราคาแบบคงที่ทำให้เกิด "เสียสองทาง" ทางแรกเสียกำไรช่วงดีมานด์สูง ทางที่สองเสียลูกค้าช่วงคู่แข่งลดราคา การปรับราคามือไม่ทันเพราะต้องไล่ดูสินค้าทีละรายการ ทั้งที่ข้อมูลทุกอย่างมีอยู่แล้วใน Seller Center หรือระบบหลังบ้าน แต่อยู่ในรูปแบบที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ตัดสินใจราคา AI Dynamic Pricing จึงเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความเร็วและความแม่นยำในการปรับราคา
AI Dynamic Pricing ทำงานอย่างไร
ระบบทำงานโดยรับข้อมูลหลายช่องทางแล้วแปลงเป็นราคา ข้อมูลชุดแรกคือข้อมูลภายใน เช่น ต้นทุนสินค้า ราคาขายเดิม ยอดขายย้อนหลัง ระดับสต็อก และสินค้าที่กำลังใกล้หมดอายุ ชุดที่สองคือข้อมูลภายนอก เช่น ราคาคู่แข่ง คะแนนรีวิว ช่วงเทศกาล และฤดูกาล ชุดที่สามคือข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เช่น จำนวนคนกดดู สินค้าถูกเก็บในตะกร้า อัตราการเปลี่ยนยอดสั่งซื้อ เวลาที่เข้าชม
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณผ่านกฎหรือโมเดล ตัวอย่างกฎใน Google Sheets ที่ SME เริ่มใช้ได้จริง
ถ้าสต็อกเหลือ < 10 และสินค้ามียอดดูสูง -> ขึ้นราคา 5%
ถ้าราคาคู่แข่งต่ำกว่าราคาเรา > 10% และสต็อกยังมาก -> ลดราคา 3%
ถ้าสต็อกเหลือ > 50 และใกล้หมดโปร -> ลดราคา 8% เพื่อระบายสต็อก
ส่วนระบบที่ใช้ Machine Learning จะทำนายความยืดหยุ่นของราคา นั่นคือถ้าปรับราคาขึ้น 1% ยอดขายจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าระบบรู้ว่าสินค้าตัวนี้ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคา ก็สามารถขึ้นราคาได้โดยไม่เสียยอดขายมาก แต่ถ้าสินค้าตัวนั้นมีคู่แข่งใกล้เคียงเยอะ ระบบจะลดราคาในเวลาที่เหมาะสมที่สุด เช่น ช่วงเย็นที่คนดูเยอะ หรือช่วงใกล้จ่ายเงินเดือน
สำหรับ SME ไทยที่ยังไม่มีข้อมูลมากพอ วิธีที่แนะนำคือเริ่มจากกฎแบบโปร่งใส ทุกครั้งที่ระบบเปลี่ยนราคาควรมีบันทึกว่าเปลี่ยนจากอะไรเป็นอะไร เพราะอะไร เมื่อเก็บข้อมูลไป 3-6 เดือน จึงค่อยเทรนโมเดล ML เพื่อหาว่าราคาที่เหมาะสมควรรองรับปัจจัยอะไรเพิ่มเติม เช่น สภาพอากาศ วันโกยเงินเดือน หรือแคมเปญของคู่แข่ง
ประโยชน์ที่ SME ไทยเห็นผลจริง
ประโยชน์แรกคือ เพิ่มกำไรต่อออเดอร์ เมื่อดีมานด์สูง ระบบจะปรับขึ้นราคาในช่วงที่ลูกค้ายอมจ่ายได้ เช่น ร้านขายสินค้าแม่และเด็กรู้ว่าช่วงเปิดเทอมยอดขายเพิ่ม ระบบก็จะค่อย ๆ ขึ้นราคา 3-5% สำหรับสินค้าที่ขายดีโดยไม่ทำให้ออเดอร์ลดลงมาก ผลที่ได้คือกำไรเพิ่มทั้งเดือนโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
ประโยชน์ที่สองคือ ลดสต็อกค้าง สินค้าที่ขายช้าจะถูกดึงราคาลงไปใกล้จุดคุ้มทุนหรือจุดที่พอขายขาดทุนน้อยที่สุด เพื่อให้ได้เงินสดหมุนเวียนกลับมาเร็ว เช่น โรงงาน SME ที่ผลิตสินค้าตามฤดูกาล หากใกล้สิ้นฤดู ระบบจะลดราคาสินค้าเหลือ 70-80% ของราคาปกติเพื่อเคลียร์สต็อก แทนที่จะจ่ายค่าคลังเพิ่ม
ประโยชน์ที่สามคือ แข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ได้ทันเวลาร้านค้าไทยหลายรายไม่กล้าลดราคาเพราะกลัวกำไรหาย แต่ Dynamic Pricing ช่วยให้ลดราคาแบบจำกัดวง เช่น ลดเพียงสินค้าบางตัวและเฉพาะช่วงที่คู่แข่งเปิดแคมเปญ เมื่อแคมเปญจบก็กลับราคาเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าเห็นว่าร้านเราราคาถูกถาวรจนกระทบภาพลักษณ์แบรนด์
ประโยชน์ที่สี่คือ ประหยัดเวลาทีมงาน ผู้จัดการร้านหรือเจ้าของ SME ที่ต้องนั่งดูราคาคู่แข่งทุกคืนสามารถใช้เวลานั้นไปดูแลลูกค้า ถ่ายรูปสินค้า หรือวางแผนการตลาดแทนได้ งานที่เคยใช้คนทั้งวัน ระบบทำเสร็จภายในไม่กี่วินาที และแม่นยำกว่าเพราะไม่มีการลืมสินค้าบางรายการ
เครื่องมือตั้งราคาอัตโนมัติที่ใช้ได้จริงในปี 2025-2026
สำหรับ SME ไทยที่เริ่มต้น ควรเลือกตามระดับความพร้อมของทีม
ฟีเจอร์บนแพลตฟอร์ม e-commerce บางแพลตฟอร์มอย่าง Shopee และ Lazada มีฟีเจอร์แนะนำราคาหรือเครื่องมือตั้งราคาโปรโมชันใน Seller Center อยู่แล้ว แม้จะยังไม่ใช่ AI เต็มรูปแบบ แต่ช่วยให้เห็นช่วงราคาที่ขายดีและตั้งราคาแข่งกับคู่แข่งในหมวดหมู่เดียวกันได้ เหมาะกับร้านที่ยังไม่มีทีมเทคนิค ข้อจำกัดคือฟีเจอร์บางอย่างใช้ได้เฉพาะสินค้าที่เข้าโปรแกรมหรือมีสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญ ต้องศึกษานโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม
Google Sheets + Apps Script เป็นโซลูชัน low-code ที่ SME ไทยเข้าถึงได้ฟรี วิธีคือเก็บข้อมูลราคาคู่แข่งและยอดขายลงใน Google Sheets แล้วเขียน Apps Script เรียก API ของแพลตฟอร์มหรือสคริปต์จากระบบเว็บของตัวเองเพื่ออัปเดตราคา ตัวอย่างร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่มีสินค้า 50 รายการ เขียนสคริปต์ให้อ่านสต็อกจาก Google Sheets แล้วคำนวณราคาตามกฎ ถ้าราคาเปลี่ยนก็ส่งไปยังร้านค้าโดยอัตโนมัติ เริ่มต้นง่ายและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
ซอฟต์แวร์ Pricing Optimization สำหรับร้านที่มีสินค้าหลายร้อยรายการหรือมี SKU เยอะ ควรใช้บริการสำเร็จรูปเช่น Prisync, Price2Spy หรือ Competera (ผู้ให้บริการระบุ / ผลจริงขึ้นกับบริบท) ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ช่วยติดตามราคาคู่แข่ง แสดงกราฟราคา และตั้งกฎการปรับราคาได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นกับจำนวนสินค้า ควรทดลองใช้กับสินค้ากลุ่มเล็กก่อนตัดสินใจ
ระบบบนเว็บของตัวเอง ถ้าขายผ่านเว็บไซต์ที่ใช้ WooCommerce, Shopify หรือระบบ PHP ที่มี API อยู่แล้ว ก็สามารถติดตั้งปลั๊กอิน Dynamic Pricing หรือเชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอกได้ วิธีนี้ทำให้กำหนดกฎได้อิสระกว่า และเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเอง ไม่ติดข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีคนดูแลระบบอย่างน้อยหนึ่งคน
วิธีเริ่มต้น AI Dynamic Pricing สำหรับ SME ไทย
เริ่มจากสินค้ากลุ่มเล็กก่อนเสมอ เลือกสินค้า 5-10 รายการที่มียอดขายสม่ำเสมอและมีคู่แข่งให้เปรียบเทียบชัดเจน เพราะถ้าเริ่มทั้งร้าน คุณจะควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ และดูผลการทดสอบสับสนว่าสินค้าตัวไหนได้ผลจริง
ขั้นต่อมาคือเก็บข้อมูลต้นทุนให้ละเอียด คิดให้ครบทั้งราคาซื้อ ค่าแก๊ส ค่าแพ็กเกจ ค่านายหน้าแพลตฟอร์ม ค่าส่ง ค่าเสียโอกาส หากไม่รู้ต้นทุนจริง การตั้งราคาอัตโนมัติอาจทำให้ขายขาดทุนโดยไม่รู้ตัว จากนั้นกำหนดราคาขั้นต่ำและราคาสูงสุดของสินค้าแต่ละกลุ่ม เช่น ขั้นต่ำคือราคาที่พอได้กำไร 5% ขั้นสูงสุดคือราคาที่เคยขายได้สูงสุดไม่เกิน 20% จากราคาปกติ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากข้อมูลผิดปกติ
จากนั้นสร้างกฎใน Google Sheets หรือเครื่องมือ low-code เริ่มจากกฎเดียวที่เข้าใจได้ง่าย เช่น ปรับราคาตามสต็อก เมื่อสต็อกเหลือน้อยให้ค่อย ๆ ขยับราคาขึ้น เมื่อสต็อกเหลือมากให้ค่อย ๆ ลดลง แล้วตั้งเวลาให้ระบบทำงานวันละ 1-2 ครั้ง ติดตามผลทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ดูยอดขาย แต่ดูกำไรต่อหน่วยและอัตราการเปลี่ยนยอดสั่งซื้อ ถ้ากฎใดทำให้ลูกค้าหายไปจำนวนมาก ให้ปรับลดความแรงแล้วลองใหม่ เพิ่มข้อมูลราคาคู่แข่งเมื่อพร้อม
ข้อควรระวัง: PDPA สงครามราคา และภาพลักษณ์แบรนด์
PDPA และข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บราคาคู่แข่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล แต่ถ้าระบบของคุณเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ประวัติการซื้อ ชื่อ ที่อยู่ พฤติกรรมการเล่นเว็บ เพื่อนำไปตั้งราคาเฉพาะบุคคล ต้องขอความยินยอมตาม PDPA และให้สิทธิ์ถอนความยินยอมได้ การเก็บข้อมูลคู่แข่งควรใช้วิธีที่ได้รับอนุญาต เช่น ใช้ API อย่างเป็นทางการหรือใส่ข้อมูลเอง ห้ามเจาะระบบหรือใช้บอตที่โหลดเว็บหนักจนกระทบเว็บผู้อื่น
นโยบายแพลตฟอร์ม บางแพลตฟอร์มมีข้อกำหนดห้ามเปลี่ยนแปลงราคาบ่อยเกินไป หรือห้ามตั้งราคาต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แพลตฟอร์มกำหนดเพื่อไม่ให้กระทบระบบคูปองและค่าธรรมเนียม ก่อนใช้เครื่องมืออัตโนมัติควรอ่านข้อตกลงผู้ใช้และทดสอบกับสินค้าบางรายการก่อน เพราะถ้าผิดนโยบายอาจถูกระงับร้านค้า
ภาพลักษณ์แบรนด์และความไว้วางใจของลูกค้า ถ้าราคาขึ้นลงทุกวัน ลูกค้าอาจรู้สึกว่าร้านไม่จริงใจและรอซื้อช่วงราคาถูกเท่านั้น โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าใช้ประจำ ควรจำกัดความถี่ในการเปลี่ยนราคา เช่น ไม่เกินวันละครั้ง และไม่ควรเปลี่ยนราคาหลังจากลูกค้าเพิ่มสินค้าในตะกร้าแล้ว เพราะจะทำให้รู้สึกถูกเอาเปรียบ
ความเสี่ยงจากสงครามราคาอัตโนมัติ หากคู่แข่งใช้ AI ตั้งราคาเช่นกัน ระบบของเราอาจลดราคาตามคู่แข่งไปเรื่อย ๆ จนกำไรเป็นศูนย์หรือติดลบ ทั้งสองฝ่ายได้เสียลูกค้า เพราะลูกค้าคุ้นเคยว่าราคาจะลดลงเรื่อย ๆ วิธีป้องกันคือตั้งเพดานการลดราคาและใช้ข้อมูลอื่นช่วย เช่น สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก การจัดโปรแบบจำกัดเวลา หรือรวมสินค้าเป็นแพ็กเกจ แทนที่จะแข่งราคาเพียงอย่างเดียว
สรุป
AI Dynamic Pricing ไม่ใช่เทคโนโลยีไกลตัวสำหรับ SME ไทยบน Shopee/Lazada หรือเว็บของตัวเองอีกต่อไป จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเลือกสินค้าไม่กี่รายการ ตั้งราคาพื้นฐานให้ชัดเจน วางกฎอย่างง่ายใน Google Sheets และติดตามผลทุกสัปดาห์ เมื่อเริ่มเห็นว่าระบบช่วยเพิ่มกำไรหรือลดสต็อกได้จริง จึงค่อยเพิ่มข้อมูลคู่แข่งและโมเดล Machine Learning เข้ามา
สำหรับผู้จัดการ IT และเจ้าของธุรกิจไทย สิ่งสำคัญคืออย่ามองว่า AI เป็น "เครื่องจักรขึ้นราคา" แต่ให้มองเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ราคาสอดคล้องกับตลาด อยู่บนข้อมูล และยังอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ เริ่มจากราคาโปร่งใส ทดลองกับสินค้าจำนวนน้อย แล้วขยายผลเมื่อมั่นใจ เพื่อให้ได้ทั้งกำไรและความยั่งยืนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
AI Dynamic Pricing สำหรับ SME ไทยเริ่มต้นยากไหม?
ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะไม่ได้แปลว่าต้องเขียนโมเดล Machine Learning ทันที เริ่มจากกฎง่าย ๆ ใน Google Sheets เช่น ถ้าราคาคู่แข่งต่ำกว่าราคาเรา 3% ก็ลดราคาตาม 2% แล้วค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น เครื่องมือ low-code หลายตัวต่อกับร้านค้าบน Shopee/Lazada ได้ และบางแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์แนะนำราคาให้ใช้ก่อน
ต้องลงทุนเท่าไหร่สำหรับร้านค้า SME ไทย?
ช่วงเริ่มต้นแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ถ้าใช้ Google Sheets และ Apps Script ก็เหลือค่าแรงคนเขียนกฎเล็กน้อย หรือใช้ซอฟต์แวร์ pricing optimization ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและฟีเจอร์ ผลที่ได้ขึ้นกับขนาดร้านค้าและความแม่นยำของข้อมูล อย่าลืมทดสอบกับสินค้ากลุ่มเล็กก่อน
ใช้ AI Dynamic Pricing บน Shopee หรือ Lazada ได้จริงไหม?
ได้จริง แต่ต้องดูนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม เพราะบางแพลตฟอร์มกำหนดช่วงราคาและห้ามปรับราคาบ่อยเกินไป สำหรับร้านค้าทั่วไป วิธีที่ปลอดภัยคือใช้เครื่องมือที่รองรับ API ของแพลตฟอร์ม หรือยิงราคาผ่าน Google Sheets ที่ต่อกับระบบสั่งซื้อของแพลตฟอร์ม โดยยังต้องมีราคาขั้นต่ำและราคาสูงสุดกันความผิดพลาด
ถ้าคู่แข่งลดราคาแบบไม่มีหยุด ระบบจะทำอย่างไร?
ระบบควรมีกฎป้องกันสงครามราคา เช่น ตั้งเพดานส่วนลดสูงสุดและเวลาที่จะตอบสนองคู่แข่ง การลดราคาตามทุกครั้งอาจทำให้กำไรหายและสร้างวงจรราคาที่พังในระยะยาว วิธีที่ดีกว่าคือใช้ข้อมูลพร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าสินค้าและปรับกลยุทธ์ เช่น จัดโปรโมชันแบบเฉพาะกลุ่ม หรือแยกราคาตามแพ็กเกจ
การเก็บข้อมูลราคาคู่แข่งผิด PDPA ไหม?
ราคาสินค้าของคู่แข่งไม่จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA แต่การเข้าไปเก็บข้อมูลด้วยวิธีที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น เจาะระบบหรือฝ่าฝืนข้อกำหนดของเว็บ อาจผิดกฎหมายอื่นและนโยบายของแพลตฟอร์ม ส่วนการเก็บข้อมูลลูกค้าของตัวเอง เช่น พฤติกรรมการดูสินค้า ต้องขอความยินยอมให้ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ถอนความยินยอมได้
ถ้าขายบนเว็บของตัวเองต้องมีทีม AI ไหม?
ไม่จำเป็น ร้านค้าที่ใช้ Shopify, WooCommerce หรือระบบเว็บไทยที่มี API ก็ใช้แอปพลิเคชันตั้งราคาอัตโนมัติและ Google Sheets ต่อได้ ผู้จัดการ IT ของ SME สามารถเริ่มจากกฎ if-this-then-that แล้วค่อยพัฒนาจากข้อมูลที่เก็บมา หากต้องการโมเดล ML เต็มรูปแบบจึงค่อยจ้าง specialist หรือใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่รองรับ API